มาขัดหน้ากันเถอะ ! เผยผิวกระจ่างใสสะดุดตา

หน้าใสด้วยการขัดหน้าแบบธรรมชาติ

นอกจากการพอกหน้าเพื่อบำรุงผิวให้เนียนเรียบและเกลี้ยงเกลาแล้ว การขัดหน้าก็เป็นอีกหนึ่งวิธีเสริมความงาม ที่ทำให้ใบหน้าที่ดูหมองคล้ำจากการเผชิญแสงแดด ให้กลับมาดูสดใสอีกครั้ง

การขัดหน้า คือ การขัดให้เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกไปจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติหรือสมุนไพร มาทาให้ทั่วบริเวณใบหน้าแล้วขัดเบาๆ โดยผลิตภัณฑ์ที่มีขายตามท้องตลาดนั้นอาจมีส่วนผสมของเม็ดสครับที่เมื่อใช้ขัดผิวหน้าก็จะช่วยในการผลัดเซลล์ผิวไปในตัว ทำให้ใบหน้าดูเปล่งปลั่งและขาวใสขึ้น ซึ่งสูตรขัดหน้าหรือผลิตภัณฑ์ขัดหน้าจะมีส่วนผสมของ AHA สารสกัดจากผลไม้ ที่มาช่วยทำให้หน้าขาวใสขึ้น โดยกรดผลไม้นี้จะช่วยขจัดเซลล์เก่าๆ ที่ตายแล้วให้หลุดไปอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ นอกจากนี้ยังช่วยในการรักษาสิว ฝ้า และรอยด่างดำ ทำให้หน้าดูอ่อนเยาว์ อย่างไรก็ตาม หลังจากเพื่อนๆ ทำการขัดหน้าใหม่ๆ  ก็ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรงนะคะ เพราะหลังจากที่เราทำการผลัดเซลล์ผิวโดยการขัดหน้านั้น ผิวหน้าของเราจะบางและไวต่อแสงแดด ผิวอาจคล้ำได้ง่าย ทางที่ดีหลังจากการขัดหน้าไม่ควรตากแดดในวันถัดมานั่นเอง และที่สำคัญควรทำการขัดหน้าเพียงสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอค่ะ

อยากหน้าใสผิวสวยต้องขยัน

หากเพื่อนๆ ว่างจากการเรียนหรือทำงาน ลองจัดเวลาเพื่อขัดหน้า พอกหน้าและบำรุงผิวกันดีกว่าค่ะ เพราะการมีผิวสวยนั้นไม่ยากอยู่ใกล้เพียงแค่ขยันดูแลผิวพรรณเท่านั้นนะคะ เข้าทำนองอยากสวย ต้องขยันค่ะ แล้วพบกันใหม่นะคะ

ประโยชน์ของอินทผลัม

อินทผลัม

อินทผลัม เป็นผลไม้เก่าแก่ที่เจริญเติบโตแถบลุ่มแม่น้ำไนล์ ประเทศอียิปต์ ถูกค้นพบในช่วงต้นศตวรรษที่ 5 อินทผลัมมีรสหวานแบบธรรมชาติ เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และคุณค่ามากมาย เหมาะสำหรับทานเล่นแทนขนมประเภทต่างๆ เพื่อลดความอยากอาหาร แต่อย่างไรก็ตามอินผลัมนั้นเป็นผลไม้ที่ให้ปริมาณแคลอรี่ที่ค่อนข้างสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ

ประโยชน์ของอินทผลัม

  • อินทผลัมเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยธาตุเหล็กและฟลูออรีน เนื่องจากอุดมไปด้วยธาตุเหล็กอินทผลัมจึงมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาโรคโลหิตจาง ส่วนฟลูออรีนมีส่วนสำคัญในการช่วยลดการเกิดฟันผุ
  • อินทผลัมเป็นแหล่งที่สำคัญของโปรตีนและไฟเบอร์ ตลอดจนวิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี่ 5 วิตามินเอ และวิตามินซี
  • อินทผลัมช่วยให้การทำงานของระบบย่อยอาหารเป็นไปได้ด้วยดี เนื่องจากอินทผลัมนั้นประกอบไปด้วยเส้นใยที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ และประเภทของกรดอะมิโนที่แตกต่างกัน
  • อินผลัมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานได้เป็นอย่างดี เพราะประกอบด้วยน้ำตาลจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นซูโครสหรือฟรุกโตส เหมาะที่จะใช้ทานแทนขนมขบเคี้ยวสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
  • อินทผลัมเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยโพแทสเซียมและมีโซเดียมในปริมาณที่ต่ำ ช่วยให้การทำงานของระบบประสาทเป็นไปด้วยดี ลดภาวะการเสี่ยงเป็นโรคเส้นเลือดในสมองอีกด้วย
  • อินทผลัมอุดมไปด้วยแคลเซียม แมงกานีส ทองแดงและแมกนีเซียม แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการ
  • อินทผลัมยังเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญอื่นๆ หากเรารับประทานอินทผลัมเป็นประจำนั้น สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายอีกด้วย

ไม่น่าเชื่อนะคะว่าผลไม้อย่างอินทผลัมที่เติบโตกลางทะเลทรายจะอุดมไปด้วยคุณค่าและประโยชน์ต่อร่างกายขนาดนี้ นีเป็นเพียงประโยชน์ส่วนหนึ่งที่นำมาแบ่งปันกันค่ะ หวังว่าเพื่อนๆ จะลองเลือกทานอินทผลัมเป็นของว่างในบางเวลาแทนขนมขบเคี้ยวอื่น ๆ นะคะ นอกจากอร่อยและยังได้คุณค่าต่อสุขภาพอีกด้วยค่ะ

สารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้และอาหารต่างๆ ช่วยชลอวัยได้จริงหรือ?

เราได้รับอนุมูลอิสระหรือสารพิษตกค้างมาจากที่ไหนบ้าง?

เราได้รับอนุมูลอิสระที่มาจากภายนอกเช่น อากาศที่เราหายใจ สารเคมี ควันพิษ สีผสมอาหาร เป็นต้น และอนุมูลอิสระที่เกิดจากปฏิกริยาภายในร่างกาย ซึ่งสารอนุมูลอิสระนี้จะทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ได้ด้วยปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ทำให้เกิดอาการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ สาเหตุของการเกิดริ้วรอยและโรคต่างๆ

มาทำความรู้จักสารต้านอนุมูลอิสระกันเถอะ?

เพื่อนๆรู้ไหมคะว่าสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) เป็นสารที่ช่วยในการชลอและป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยจากกระบวนการออกซิเดชัน สารต้านอนุมูลอิสระนี้ยังสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสัน ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระนั้นจะมีส่วนช่วยในการลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย และลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ได้ถูกนำมาเป็นส่วนผสมของอาหารเสริมเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่งแหล่งอาหารที่ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระนั้นสามารถพบได้ในผัก ผลไม้ ซีเรียล ลูกนัท ธัญพืช และในอาหารต่างๆ กว่า 100 ชนิดด้วยกัน

อย่างไรก็ดี เราพบแหล่งแร่ธาตุและวิตามินที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงในผลไม้ตระกูลเบอรี่ เช่น แครนเบอรี่ บลูเบอรี่ โดยเฉพาะแบล็คเบอรี่ที่พบสารต้านอนุมูลอิสระในอัตราที่สูงสุด แอปเปิ้ลรองลงมา ในขณะที่พบว่าลูกพีช มะม่วงและเมลอนนั้นประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุทีมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่น้อยกว่าผลไม้ตระกูลเบอรี่

สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์ โคเอนไซม์คิวเท็น ซีลีเนียม และกลูต้าไธโอน เป็นต้น

เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า สารต้านอนุมูลอิสระนั้น มีในอาหารที่เพื่อนๆ ทานกันเป็นประจำบ้างหรือเปล่า?

วิตามินเอ พบได้ในตับ มันฝรั่งหวาน แครอท ผักใบเขียวเข้ม ผักกาดหอม แคนตาลูป และแอปปริคอทแห้ง เป็นต้น

วิตามินซี พบได้ในแอปเปิ้ล ฝรั่ง พริก คะน้า กีวี มะละกอ ส้ม สตอเบอรี่ และผลไม้ตระกูลเบอรี่ เป็นต้น

วิตามินอี พบได้ในผักโขม ลูกนัท เต้าหู้ เมล็ดทานตะวัน อะโวคาโด ฟักทอง และในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก เป็นต้น

ฟลาโวนอยด์ พบมากในเปลือกผลไม้ตระกูลส้ม และชาเขียว นอกจากนี้ยังพบได้ใน ถั่วเหลือง กระชายดำ และสารสกัดจากเมล็ดองุ่น

แคโรทีนอยด์ พบมากในผักผลไม้สีหลือง สีแดง และสีเขียว

โคเอนไซม์คิวเท็น พบได้ใน เนื้อหมู และเครื่องในสัตว์ เช่น ตับวัว หัวใจหมูและหัวใจวัว น้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันงา อาหารจำพวกปลา เช่น ปลาซาดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ลูกนัทและถั่วประเภทต่างๆ ผักโขมและบลอกโคลี่ เป็นต้น

ซีลีเนียม พบได้ในแป้งและขนมปัง อาหารทะเล ตับ ไต และเนื้อสัตว์ต่างๆ

กลูต้าไธโอน พบได้ในผักโขม อะโวคาโด เมลอน ส้มโอ ลูกพีช หน่อไม้ฝรั่ง บลอกโคลี่ กระหล่ำปลี และคะน้า

อย่างไรก็ตาม อนุมูลอิสระเกิดขึ้นในร่างกายเราได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยภายนอกหรือเกิดจากปัจจัยภายใน ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าประกอบด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเป็นประจำ ตลอดจนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้วจะทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและดูอ่อนกว่าวัยอย่างแน่นอนค่ะ

 

สูตรพอกหน้าใสด้วยว่านหางจระเข้

หลายคนคงคุ้นเคยกับว่านหางจระเข้เป็นอย่างดี ด้วยว่านหางจระเข้มีลักษณะเป็นพืชอวบน้ำ มีใบแหลมคล้ายเข็ม เนื้อในของว่านหางจระเข้มีลักษณะเป็นเจลที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ มีประโยชน์อย่างมากในการรักษาผิวจากอาการต่างๆ เช่น ลดเลือนริ้วรอย หรือรอยแผล และยังช่วยรักษาความผิดปกติบางอย่างในร่างกายด้วยเช่นกัน เรามาพบกับคุณสมบัติของว่านหางจระเข้ที่เป็นมากกว่าสมุนไพรประจำบ้านกันดีกว่าค่ะ

ประโยชน์ของว่านหางจระเข้ต่อผิว

  • ว่านหางจระเข้เป็นพืชที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวของเราได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผิวนุ่มขึ้น และยังทำให้ผิวของเราดูสดใสอยู่เสมอ
  • ว่านหางจระเข้ ประกอบด้วยสารอาหารทั้งวิตามินและแร่ธาตุจากธรรมชาติที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ
  • ว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวของเรากระชับ ดังนั้น จึงมีเครื่องสำอางหลายๆ ยี่ห้อเลือกใช้ว่านหางจระเข้เป็นส่วนผสมของครีมเพื่อช่วยในการต่อต้านการเกิดริ้วรอย
  • ว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ สามารถช่วยในการรักษาสิวได้
  • ว่านหางจระเข้ถูกนำมาใช้ในการบรรเทาอาการปวดและอักเสบของแผล นอกจากนี้ยังถูกนำมาทำเป็นยารักษาแผลที่โดนเผาไหม้จากแสงอาทิตย์ หรือแม้แต่อาการบวมจากแมลงกัด ต่อย

สูตรพอกหน้าใสด้วยว่านหางจระเข้

พอกหน้าด้วยว่านหางจระเข้เพื่อขจัดผิวหมองคล้ำให้สว่างสดใสอีกครั้ง ด้วยการใช้เนื้อเจลว่านหางจระเข้ และน้ำมะนาวเพียงเล็กน้อย ทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า หรือจะใช้วิธีการปั่นให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วใช้สำลีชุบแล้ววางให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นล้างหน้าให้สะอาด

สูตรขัดหน้าด้วยว่านหางจระเข้

ขัดหน้าใบหน้าเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว พร้อมเผยผิวหน้าใส เตรียมส่วนผสมที่ประกอบด้วยเนื้อเจลว่านหางจระเข้ แตงกวา และข้าวโอ๊ต หลังจากนั้นนำแตงกวามาหั่นแล้วปั่นพร้อมกับเจลว่านหางจะเข้ เสร็จแล้วนำมาผสมให้เข้ากับข้าวโอ๊ตสำหรับพอกหน้าที่เตรียมไว้ นำมาทาให้ทั่วบริเวณใบหน้าโดยค่อยๆ นวดและขัดอย่างเบาๆ หลังจากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีจึงล้างออก

สูตรดีท็อกซ์ผิวหน้าด้วยว่านหางจระเข้

หากเพื่อนๆ อยากคืนความสดชื่นให้ผิวอีกครั้งด้วยการทำดีท็อกซ์ผิวหน้า ลองใช้สูตรดีท็อกซ์ผิวหน้าด้วยว่านหางจระเข้ดูนะคะ เตรียมเจลว่านหางจระเข้ เนื้อมะม่วงสุก และน้ำมะนาวเล็กน้อย นำเจลว่านหางจระเข้ เนื้อมะม่วงสุกที่หั่นเป็นชิ้นเล็กมาปั่นเข้าด้วยกัน หลังปั่นเสร็จแล้วนำมาผสมกับน้ำมะนาวให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที หลังจากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

ประโยชน์ของว่านหางจระเข้ยังมีอีกหลากหลาย วันหน้า โอกาสดีๆ จะมาพูดคุยกันต่อกับความมหัศจรรย์ของพืชชนิดนี้นะคะ ส่วนใครที่ผิวแพ้ง่ายก็ระมัดระวังในการพอกหน้าด้วยนะคะ

เคล็ดลับผิวสวยด้วยน้ำผึ้ง บำรุงผิวให้สวยเนียน ดูอ่อนเยาว์

เคล็ดลับผิวสวยด้วยน้ำผึ้ง

หลังจากพบการดูแลผิวหน้าหรือผิวกายด้วยโยเกิร์ตไปแล้ว วันนี้มาพบกับเคล็ดลับผิวสวยด้วยน้ำผึ้ง ที่จะมาบำรุงผิวและฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาสดใสเนียนนุ่มอีกครั้งเมื่อผิวของคุณดูอ่อนล้า

น้ำผึ้ง สารให้ความหวานจากธรรมชาติ มีสีเหลืองอำพัน มีคุณค่าและประโยชน์มากมาย นอกจากน้ำผึ้งเป็นจะที่นิยมในการทำอาหารและขนมหวานแล้วนั้น น้ำผึ้งได้ถูกนำมาทำเป็นส่วนผสมสำคัญของเครื่องสำอางและสกินแคร์ต่างๆ อย่างกว้างขวางมาเป็นระยะเวลานาน

ประโยชน์ของน้ำผึ้งต่อผิวพรรณ

  • น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการรักษาและป้องกันการติดเชื้อ และมีประสิทธิภาพในการต้านและรักษาสิว ทำให้ผิวพรรณเรียบเนียนและให้ความชุ่มชื้น
  • น้ำผึ้งมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อโรค น้ำผึ้งมีประโยชน์ในการรักษาบาดแผล แผลถลอก โดยนำมาใช้เจือจางกับน้ำ หลังจากนั้นน้ำผึ้งจะผลิตไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่เป็นสารต้านจุลชีพ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ได้
  • น้ำผึ้งเป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับการบำรุงผิว ช่วยให้ผิวอ่อนนุ่มและขาวใสเปล่งปลั่งขึ้น
  • น้ำผึ้งทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก กำจัดสิ่งสกปรกไปถึงรูขุมขน ทำให้ผิวของเราสะอาดใสหมดจด
  • น้ำผึ้งช่วยชลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย หากใช้น้ำผึ้งในการดูแลผิวเป็นประจำก็จะช่วยในการลดเลือนริ้วรอย
  • น้ำผึ้งมีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ช่วยให้ผิวของเรานั้นดูสดใสและคงความอ่อนเยาว์
  • น้ำผึ้งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระที่คอยทำลายผิวและก่อให้เกิดริ้วรอย

ประโยชน์ของน้ำผึ้งต่อผิวนั้นมีมากมายทีเดียว จึงเรียกได้ว่าน้ำผึ้งเป็นอีกหนึ่งความมหัศจรรย์จากธรรมชาติทีช่วยให้ผิวของคุณเรียบเนียน กระจ่างใส และปลอดภัย ปราศจากสารเคมีตกค้างในร่างกายอย่างแนนอน ลองเลือกใช้น้ำผึ้งในการดูแลปรนนิบัติผิวดูนะคะ หากเพื่อนๆ อยากพอกหน้า มาร์สหน้าด้วยตัวเองยามว่างเพื่อเป็นการผ่อนคลายและฟื้นฟูสภาพผิว พบสูตรการพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งได้ที่นี่ ค่ะ

สูตรพอกหน้าเนียนนุ่มด้วยน้ำผึ้ง

สูตรพอกหน้ารักษาสิวด้วยน้ำผึ้ง

สูตรพอกหน้าลดริ้วรอยด้วยน้ำผึ้ง

ผิวขาวใสเนียน กระชับรูขุมขน ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยด้วยโยเกิร์ต

อยากรู้ไหมคะว่าโยเกิร์ตอาหารว่างอันอร่อยของใครหลายๆ คน มีข้อดีต่อการบำรุงผิวอย่างไรบ้าง วันนี้เรามาพบกับประโยชน์อันดีเยี่ยมของโยเกิร์ตทีทำให้ผิวของเราขาวใสเนียนอย่างปลอดภัยและเป็นธรรมชาติกันค่ะ

โยเกิร์ตนั้นอุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียม วิตามินดี และโปรไบโอติก ซึง่โปรไบโอติกคือแบคทีเรียที่มีสุขภาพดีทีช่วยในการย่อยอาหาร นอกจากโยเกิร์ตจะมีคุณค่าต่อร่างกายภายในแล้วนั้น เรายังสามารถใช้โยเกิร์ตในการบำรุงผิวภายนอกได้อย่างดีมีประสิทธิภาพอีกด้วยค่ะ

ประโยชน์ของโยเกิร์ตในการบำรุงผิว

  1. โยเกิร์ตช่วยในการให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง ช่วยฟื้นฟูใบหน้าที่หมองคล้ำให้กลับมาเนียนนุ่ม กระจ่างใส เพียงแค่ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติในการพอกหน้า 2-3ครั้ง ต่อสัปดาห์ ซึ่งหลังจากที่ทำการพอกหน้านั้นคุณจะรู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้นและความเรียบเนียบของผิวหน้า
  2. การพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตอย่างสม่ำเสมอทำให้ใบหน้าขาวใส ช่วยในการลดเลือนรอยแผลจากสิว ฝ้า กระ โดยการพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตเพื่อความขาวเนียนใสนั้น เราสามาถใช้น้ำมะนาวหรือน้ำส้มเพียง 3-5 หยดลงไปในถ้วยโยเกิร์ตที่เตรียมไว้สำหรับการพอกหน้า
  3. โยเกิร์ตช่วยในการกระชับรูขุมขน ซึ่งการพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตนั้นช่วยในการกระชับรูขุมขนที่กว้างให้เล็กลงหากพอกหน้าเป็นประจำ โดยหลังจากพอกหน้าแล้วนั้นควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็น
  4. โยเกิร์ตช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้จากแสงแดด หากคุณรู้สึกคันและระคายเคื่องบริเวณผิวไหม้ให้ใช้โยเกิร์ตพอกเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่บริเวณนั้น โดยทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาทีแล้วล้างออก
  5. โยเกิร์ตช่วยในการเยียวยาสิวบนใบหน้า ด้วยคุณสมบัติของกรดธรรมชาติในโยเกิร์ตสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว กำจัดเชื้อราหรือเชื้อโรคต่างๆ โดยพอกโยเกิร์ตในบริเวณที่เป็นสิวประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก ซึ่งการพอกโยเกิร์ตนี้จะช่วยให้ผิวสะอาดและลดอาการระคายเคืองและการเกิดสิวได้
  6. โยเกิร์ตป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย นับว่าเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติอันยอดเยี่ยม สารต้านอนุมูลอิสระในโยเกิร์ตทำหน้าที่ช่วยในการป้องกันการเกิดริ้วรอยจากอนุมูลอิสระที่คอยทำลายเซลล์ผิวที่ก่อให้เกิดริ้วรอย

มาบำรุงผิวด้วยโยเกิร์ตเพื่อผิวขาวใสเนียนและชุ่มชื้นกันดีกว่าค่ะ 

ผลไม้มหัศจรรย์ แบล็คเคอเรนท์ เพิ่มภูมิคุ้มกันและต้านอนุมูลอิสระ

แบล็คเคอเรนท์

แบล็คเคอเรนท์แช่แข็ง  (Frozen Blackcurrant)

แบล็คเคอเรนท์ (Blackcurrant) เป็นไม้พุ่มที่มีความสูงประมาณ 6 ฟุต ที่มักพบได้ในประเทศแถบยุโรป อเมริกาเหนือ เอเชียตอนเหนือบางประเทศ และนิวซีแลนด์ แบล็คเคอเรนท์เป็นผลไม้ในตระกูลเบอรรี่มีสีสันสดใส สีแดงเข้ม สีม่วงและสีดำ มีขนาดเล็กประมาณ ผล Bilberry แบล็คเคอเรนท์อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าสูง โดยเฉพาะสาร แอนโธไซยานิน (anthocyanins) ที่มีประสิทธิภาพต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้เมล็ดของแบล็คเคอเรนท์ยังประกอบไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 alpha-linolenic acid (ALA) และ กรดไขมันโอเมก้า 6  gamma-linolenic acid (GLA) แบล็คเคอเรนท์สามารถปลูกได้เป็นอย่างดีในประเทศนิวซีแลนด์ด้วยสภาพแวดล้อมที่อุดมด้วยแร่ธาตุที่สำคัญในการเพาะปลูก

ประโยชน์ของแบล็คเคอเรนท์ (Blackcurrant)

แบล็คเคอเรนท์มีคุณสมบัติในการช่วยขับปัสสาวะ ทำให้เหงื่อออก ช่วยในการลดไข้ ซึงประเทศแถบยุโรปมักนิยมใช้แบล็คเคอเรนท์ในการรักษาโรคผิวหนังบางประเภท เช่น โรคผิวหนังอักเสบ นอกจากนี้ แบล็คเคอเรนท์ยังถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการเจ็บคออีกด้วย สามารถบรรเทาอาการ เป็นหวัด ไข้ เจ็บคอ โดยการนำแบล็คเคอเรนท์มาต้มกับ Rob ที่เป็นสารสกัดจากน้ำตาล

แบล็คเคอเรนท์ ประกอบไปด้วยวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 5 เท่า หากรับประทานในปริมาณที่เท่ากัน อุดมไปด้วยรูตินและสารฟลาโวนอยด์อื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราในการช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการรักษาอาการอักเสบ เพิ่มภูมิคุ้มกันและควบคุมระบบการไหลเวียนโลหิต

การรับประทานแบล็คเคอเรนท์ยังมีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงรักษาสายตา เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้สายตาเป็นเวลานาน เช่น นักบิน หรือ ผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นประจำ นอกจากนี้สารแอนโธไซยานิน (anthocyanins) ทีมีปริมาณค่อนข้างสูงในแบล็คเคอเรนท์จะช่วยให้มีสุขภาพดี ดูอ่อนวัย และป้องกันการเสื่อมของของอวัยวะต่างๆ อีกด้วย

ลองเลือกทานแบล็คเคอเรนท์สมูทตี้เป็นเครื่องดื่มดับกระหายแทนน้ำอัดลมดูนะคะ เพราะนอกจากร่างกายจะได้รับสารอาหารทีมีคุณค่าแล้วนั้น ยังเป็นการควบคุมแคลอรี่อาหารไปในตัวด้วยค่ะ

ผิวสวยเนียนใสด้วยน้ำมันงา วิธีทำให้ผิวสวยเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ

น้ำมันงานับว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่หลายคนอาจคุ้นเคยในการทำอาหาร วันนี้เรามาดูกันว่าคุณประโยชน์ของน้ำมันงาที่นอกจากส่งผลดีต่อสุขภาพแล้ว น้ำมันงายังมีส่วนในการบำรุงผิวของเราให้สวยสุขภาพดีได้อย่างไรบ้างดีกว่าค่ะ

น้ำมันงาหรือชื่อในทางวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum โดยธรรมชาติของน้ำมันงานั้นมีสีเหลือง น้ำมันงาประกอบด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าอย่างมากมาย อุดมไปด้วยทองแดง แมงกานีส แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี ซีลีเนียม วิตามิน B 1 และเส้นใยอาหาร นอกจากน้ำมันงาจะถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารอย่างแพร่หลายแล้วนั้น ยังได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครืองสำอางอีกด้วย เนื่องจากน้ำมันงามีคุณประโยชน์ในการบำรุงดูแลให้ความชุ่มชื้นแก่สุขภาพผิวของเรา

น้ำมันงาทำหน้าที่เป็นครีมป้องกันแสงแดดที่เป็นธรรมชาติ

น้ำมันงามีส่วนผสมของวิตามิน E ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันผิวจากแสงแดดที่อาจทำลายผิวให้เสียได้ ด้วยคุณค่าจากธรรมชาติในน้ำมันงานี้เพื่อนๆ สามารถใช้เป็นโลชั่นเพื่อกันแดดได้ หากต้องการเปลี่ยนจากการใช้ครีมกันแดดที่ทำจากสารเคมีสังเคราะห์เป็นน้ำมันงาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ

น้ำมันงาทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

น้ำมันงาทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและทำให้ผิวสวยเนียน เพราะนอกจากน้ำมันงาจะประกอบด้วยวิตามิน E แล้ว น้ำมันงายังประกอบด้วยกรดไลโนเลอิกกรดสเตียริกและกรดปาล์มิติก หากใช้น้ำมันงาทาทั่วเรือนร่างเพื่อบำรุงผิวเป็นประจำทุกวันจะส่งผลให้ผิวเนียนสวย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างใด แต่เนื่องจากน้ำมันงามีกลิ่นที่ค่อนข้างแรงนิดนึง หากอยากใช้น้ำมันงาเพื่อบำรุงผิว เพื่อนๆ สามารถผสมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นอื่นๆ ทีชื่นชอบได้ เช่น กลิ่นอัลมอนด์

น้ำมันงาช่วยชลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

น้ำมันงาช่วยชลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย เพราะในน้ำมันงานั้นประกอบด้วย Sesamol ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีประสิทธิภาพอย่างมากในการป้องกันการเกิดริ้วรอยบนผิวหนัง ซึ่งหากเพื่อนๆ สนใจอยากลองใช้น้ำมันจากธรรมชาติที่มีคุณค่าและปลอดภัยเพื่อบำรุงผิวแทนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมทางเคมีใช้อยู่ น้ำมันงาก็เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึงนะคะ

ดีท็อกซ์ผิวด้วยน้ำมันงา

ร่างกายของเราสัมผัสกับมลภาวะเป็นพิษมากมายจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวในทุกๆ วัน จึงควรอย่างยิ่งที่จะทำการดีท็อกซ์ผิวสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม สารพิษบางอย่างสามารถละลายในน้ำมันได้ ดังนั้นเราสามารถที่จะกำจัดสารพิษเหล่านี้ได้ด้วยการเลือกใช้น้ำมันงา โดยการใช้น้ำมันงาอุ่นๆ มาทาให้ทั่วผิวกาย ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้สบู่ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีค่ะ

น้ำมันงาช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว

ถึงแม้ว่าน้ำมันงาจะมีลักษณะที่ค่อนข้างเหนียว แต่ความจริงแล้วนั้นผิวของเราสามารถซึมซับน้ำมันงาได้อย่างง่ายๆ ทำให้น้ำมันงาได้ถูกนำมาเป็นส่วนผสมกับน้ำมันพืชประเภทอื่นๆ สำหรับใช้ในการนวดบำบัด (massage) อีกด้วย โดยการนวดบำบัดด้วยน้ำมันงานั้นจะช่วยในการซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ผิวเสียและช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ดีมากขึ้น

น้ำมันงาช่วยลดการติดเชื้อแบคทีเรีย

เราสามารถเลือกใช้น้ำมันงาในการทาผิวที่อักเสบหรือได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากน้ำมันงานั้นมีส่วนช่วยลดการติดเชื้อแบคทีเรีย ด้วยคุณสมบัติของสารต้านอาการอักเสบของน้ำมันงาที่ถูกสกัดจากเมล็ดงา นอกจากนี้น้ำมันงาสามารถที่จะรักษาโรคเกี่ยวกับผิวหนังบางประเภท เช่น กลากและโรคสะเก็ดเงินได้

จะเห็นได้ว่าน้ำมันงามีคุณค่าสำหรับผิวมากมายทีเดียว นอกจากให้ความชุ่มชื้นแล้ว ยังช่วยชลอการเกิดริ้วรอย เป็นตัวเลือกที่ดีในการใช้เพื่อดีท็อกซ์ผิว ซ่อมแซมเซลล์ผิว ทำหน้าที่เป็นโลชั่นกันแดด และยังลดการติดเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย พบข้อดีอย่างนี้แล้ว ลองให้น้ำมันงาเป็นหนึ่งในตัวเลือกเสริมความงามและดูแลผิวพรรณของเพื่อนๆ ดูนะคะ เพื่อผิวที่เนียนใสสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ

ลดเลือนริ้วรอย ผิวสวยเนียนสุขภาพดีด้วยน้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์

น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์

ริ้วรอยบนใบหน้าและผิวพรรณคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นใช่ไหมคะ แต่เราจะทำอย่างไรที่จะลดเลือนริ้วรอยที่เหี่ยวย่นและแตกลายตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ วันนี้ขอแนะนำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอย่างน้ำมันมะกอกที่เป็นที่นิยมทั่วโลกในการนำมาใช้ในการทำอาหาร ยา และเครื่องสำอาง เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าน้ำมันมะกอกนั้นมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อผิวพรรณของเราอย่างไรบ้าง

ประโยชน์ของน้ำมันมะกอกต่อผิว

·         สุขภาพผิวดีด้วยน้ำมันมะกอก การทานน้ำมันมะกอกสม่ำเสมอจะช่วยให้ผิวสุขภาพดีและสวยงาม
·         น้ำมันมะกอกให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ซึ่งน้ำมันมะกอกมีโครงสร้างทางเคมีที่มีส่วนใกล้เคียงกับน้ำมันตามธรรมชาติของผิวเรามากกว่าน้ำมันประเภทอื่นๆ ที่ได้จากธรรมชาติ สามารถใช้เป็นประจำในการทาทั่วร่างกายแทนโลชั่นเพื่อบำรุงผิวหน้าและมือ
·         น้ำมันมะกอกช่วยลดเลือนริ้วรอยและป้องกันผิวคุณจากริ้วรอยก่อนวัย มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเราทานน้ำมันมะกอกเข้าไป สารอาหารและวิตามินอีที่ได้จากน้ำมันมะกอกนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระและป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว
·         น้ำมันมะกอกป้องกันผิวหย่อนคล้อย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ทำให้ผิวของคุณกระชับ แข็งแรงผิวดูสดใสและอ่อนเยาว์
·         ใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์เพื่อทำความสะอาดร่างกาย เพื่อผิวขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
·         น้ำมันมะกอกไม่ก่อให้เกิดสิวและไม่อุดตันรูขุมขน สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ง่าย ทำให้ผิวเนียนเรียบ
·         น้ำมันมะกอกช่วยรักษาและลดการเกิดสิว ซึ่งสามารถใช้น้ำมันมะกอกกับเกลือในการขัดผิวเบาๆ โดยสามารถช่วยรักษาการเกิดของสิวบางประเภท
·         เช็ดเครื่องสำอางด้วยน้ำมันมะกอก หยดน้ำมันมะกอกบนสำลีและเช็ดเบาๆ เพื่อทำความสะอาดผิวหน้า และทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนบริเวณผิวรอบดวงตา
·         น้ำมันมะกอกช่วยแก้ปัญหาผิวหยาบกร้าน หากเท้าคุณหยาบและแห้งกร้าน คืนความชุ่มชื้นและนุ่มเนียนให้แก้เท้าที่หยาบแห้งด้วยการสครับเท้าด้วยน้ำมันมะกอก น้ำผึ้งและน้ำตาล หลังจากนั้นแช่เท้าในน้ำอุ่น สุดท้ายเพิ่มความชุ่มชื้นให้ทั้งมือและเท้าด้วยการทาน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์
·        น้ำมันมะกอกบรรเทาความเจ็บปวดของผิวไหม้จากการโดนแดดเผา โดยน้ำมันมะกอกจะให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังและรักษาอาการผิวไหม้

ประโยชน์ของน้ำมันมะกอกยังมีอีกมากมายค่ะ ไม่เพียงเฉพาะต่อผิวพรรณเท่านั้น หวังว่าเพื่อนๆ จะเลือกใช้น้ำมันมะกอกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอันยอดเยี่ยมนี้ มาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการบำรุงดูแลผิวนะคะ

 

โคลนพอกหน้าแบบไหนดีที่สุดสำหรับผิวของคุณ

ปัจจุบันโคลนพอกหน้านับว่าเป็นหนึ่งในวิธีทำให้หน้าใสเนียน เนื่องจากสามารถทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึกไปถึงรูขุมขน โดยโคลนพอกหน้านั้นได้มาจากโคลนในแหล่งที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ ซึ่งการเลือกใช้โคลนพอกหน้าแต่ละประเภทที่นำมาพอกหน้านั้นต่างมีคุณค่าและคุณสมบัติที่เหมาะกับผิวของแต่ละคนแตกต่างกันไป

ประเภทของโคลนที่นำมาใช้ทำโคลนพอกหน้า

โคลนสีขาว เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในการนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง เนื่องจากมีความอ่อนโยนต่อผิวหน้ามากที่สุด ประกอบด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมายที่ผิวสามารถดูดซึมได้ง่าย ซึ่งส่วนประกอบของแร่ธาตุที่สำคัญ คือ aluminum oxide และ zinc oxide โคลนประเภทนี้เหมาะกับผิวทุกประเภทในการใช้พอกหน้าเพื่อทำความสะอาดผิวหน้าหรือขัดผิวหน้า เพราะนอกจากจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกบนใบหน้าโดยที่ผิวหน้ายังคงชุ่มชื้นแล้ว ยังเป็นโคลนพอกหน้าที่ช่วยกระตุ้นผิวหน้าให้มีการไหลเวียนโลหิตอย่างดี

โคลนสีเขียว โคลนสีเขียวที่เป็นที่นิยม คือ โคลนสีเขียวจากฝรั่งเศส โดยอุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซิลิกา แคลเซียม เหล็ก อลูมิเนียม แมกนีเซียม และอื่นๆ ซึ่งแร่ธาตุและสารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการดูดซับสิ่งสกปรก สารพิษ และน้ำมัน มีคุณสมบัติในการต้านอาการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เป็นโคลนที่ดูดซับความมันได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับคนผิวมันและคนที่มีปัญหาผิวหน้าเป็นสิว โคลนสีเขียวจะช่วยในการขจัดสิ่งสกปรกโดยขัดให้ผิวหน้าสะอาดและเนียนนุ่ม ซึ่งนอกจากจะช่วยในการเปิดรูขุมขนและทำความสะอาดอย่างล้ำลึกแล้วนั้น โคลนสีเขียวนี้ยังช่วยในการกระชับรูขุมขนอีกด้วย หลังจากทำการพอกหน้าด้วยโคลนพอกหน้าประเภทนี้ ใบหน้าจะรู้สึกสดชื่น เรียบเนียนใส และอ่อนนุ่ม

โคลนสีเขียวจากสหรัฐอเมริกา เรียกว่าโคลนเบนโทไนท์ ซึงมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมากเพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุกว่า 70 ชนิด โคลนประเภทนี้ถูกใช้เป็นอาหารเสริมอย่างกว้างขวาง เพราะประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีส่วนในการดูดซับสารพิษ เป็นโคลนที่ดีเยี่ยมในการนำมาทำโคลนพอกหน้า เนื่องจากมีประสิทธิภาพอย่างมากในการทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน กระชับ และลดขนาดของรูขุมขน ซึ่งโคลนพอกหน้าเบนโทไนท์เหมาะอย่างมากสำหรับผู้มีผิวมัน

โคลนสีแดง หรือ โคลน Rhassoul เป็นโคลนที่มีสีน้ำตาลอมแดง โดยโคลนที่มีคุณภาพดีเยี่ยมนั้นเป็นโคลนจากเทือกเขาแอตลาส ในประเทศโมร็อกโก ซึงเหล่าสาวๆ ที่นั่นต่างใช้โคลนนี้ในการดูแลผิวพรรณและเส้นผม ซึ่งในปัจจุบันมันได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกในการทำสปา โคลนชนิดนี้ประกอบด้วยแร่ธาตุหลากหลาย ได้แก่ ซิลิกอน เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม โซเดียมและแร่ธาตุอื่นๆ  โดยโคลน Rhassoul นั้นมีคุณสมบัติอย่างดีในการต้านอาการอักเสบ แบคทีเรีย และเป็นยาสมานแผล ช่วยทำความสะอาด กระชับผิวและดูดซับความมันจากผิวพรรณ โดยเหมาะกับผิวทุกประเภท

หลังจากที่เราได้รู้จักคุณสมบัติของโคลนที่นำมาใช้พอกหน้าในแต่ละประเภทแล้วนั้น หวังว่าเพื่อนๆ จะสามารถที่จะเลือกใช้โคลนพอกหน้าได้อย่างเหมาะสมกับสภาพผิวเพื่อผิวหน้าเนียนใส สะอาดและดูอ่อนเยาว์ พบกับเคล็ดลับหน้าใสและวิธีทำให้หน้าใสกันใหม่ ได้ที่นี่ค่ะ